ข้ามไปเนื้อหา
นโยบายความเป็นส่วนตัว
เลื่อนเพื่อ
สำรวจ
ยิ่งธุรกิจเติบโต
คุณยิ่งควรมองเห็นได้มากขึ้น
จากเห็นปัญหาถึงเรียนรู้
0ขั้น
มุมธุรกิจที่ AI ช่วยคิด
0ด้าน
ที่ต้องสนใจ สรุปให้ทุกเช้า
0เรื่อง
ทุกฝ่ายเห็นภาพเดียวกัน
0ระบบ
ที่การตัดสินใจมักสะดุด
0จุด
เห็นผลกับโจทย์จริง
0วัน
74→51
วัน Cash runway
AIR เช้านี้
Tadswan C. ผู้ก่อตั้ง CUBE
Tadswan C.

CUBE ทำอะไร
ให้องค์กรของคุณ

หนึ่งวงจรที่ทุกฝ่ายและ AI ทำงานร่วมกัน เห็น เข้าใจ ตัดสินใจ ลงมือ และเรียนรู้

AIR รายงานตอนเช้า

AIR 07:30
ตรวจ 17 รายงาน
ปกติ 14มีนัย 3
สวัสดีตอนเช้า มี 3 เรื่องที่ต้องให้ความสนใจวันนี้
เงินสด74 → 51 วัน
ยอดขาย−8.4%
OTIF92 → 83%

ใช้งานจริงครั้งแรกที่ 2B Simple

Decision Stories

Decision Stories2025 – 2026

ทุกเรื่องเล่าตามลำดับเดียวกัน เห็นอะไร ตัดสินใจอย่างไร ได้ผลแค่ไหน และองค์กรเรียนรู้อะไร

ดูทั้งหมด

ERP ช่วยจำ BI ช่วยเห็น
CUBE ช่วยให้องค์กรคิด

AI ช่วยให้ทำงานเร็วขึ้น แต่สิ่งที่ลอกกันไม่ได้คือความสัมพันธ์ระหว่างสถานการณ์ การตัดสินใจ และผลลัพธ์ของทั้งองค์กร ที่สะสมได้ด้วยเวลาเท่านั้น

แผนที่ของธุรกิจ

รู้ว่าลูกค้า สินค้า สต็อก การเก็บเงิน และเงินสดเชื่อมกันอย่างไร และใครเป็นเจ้าของแต่ละเรื่อง

ไล่หาต้นตอข้ามฝ่าย

เมื่อสัญญาณหนึ่งปรากฏ CUBIC เดินย้อนตามเส้นเชื่อมด้วยข้อมูลจริง แม้ต้นตอจะอยู่คนละฝ่ายกับที่ปัญหาปรากฏ

ความทรงจำขององค์กร

บันทึกว่าครั้งก่อนเห็นอะไร เลือกทางไหน และได้ผลจริงอย่างไร ให้การตัดสินใจครั้งต่อไปดีขึ้น

เริ่ม 14-Day Sprintเริ่ม 14-Day Sprintเริ่ม 14-Day Sprint
บทความความรับผิดชอบในงาน

ขั้นตอนการทำงาน: 4 ขั้นจดเวลาลงมือทำกับเวลารอทีละขั้น

สรุปก่อนอ่านทำ 4 ขั้น คือ เลือกงาน 1 ประเภท กำหนดจุดจดเวลา ให้คนรับตอบรับครบหรือส่งคืน และทบทวนผลทุกสัปดาห์ เริ่มจากงานเส้นทางเดียวก่อน จดเฉพาะเวลาที่งานเข้าและออกจากแต่ละคน ไม่ต้องจดทุกนาทีที่ทำ คนรับเป็นคนจดเวลาเริ่ม เมื่อข้อมูลไม่ครบให้ส่งคืนพร้อมเหตุ ทดลอง 2 สัปดาห์แล้วดูว่าเวลารอส่วนใหญ่อยู่ที่ขั้นไหน
คนรับงานกำลังจะประทับตรายางลงมุมแฟ้มที่เพิ่งส่งต่อมาจากโต๊ะข้าง ๆ

จดแค่ไหนจึงพอเห็นเวลารอ

เวลาลงมือทำ คือเวลาที่มีคนทำงานชิ้นนั้นอยู่จริง เช่น จัดของ ตรวจ กรอกข้อมูล ส่วน เวลารอ คือเวลาที่งานไม่มีใครทำ เพราะรอคน รอรอบ รอข้อมูล หรือรอคนตัดสินใจ และ เวลารวม (Lead Time) คือเวลาตั้งแต่รับงานจนงานเสร็จ รวมทั้งเวลาลงมือทำและเวลารอ

แหล่งที่ใช้ระบุว่าทีมที่ไม่เคยวัดเรื่องนี้ มี สัดส่วนเวลาลงมือทำ (Flow Efficiency) คือเวลาลงมือทำ ÷ เวลารวม × 100 ราว 15% หรือเวลาราว 85% เป็นการรอ12 ตัวเลขนี้เป็นค่าที่แหล่งพบ ไม่ใช่มาตรฐานของทุกธุรกิจ

ลองนึกถึงคนที่ต้องจดบันทึกอาหารก่อนไปพบนักโภชนาการดูครับ เขาไม่ต้องนับแคลอรีทุกคำ จดแค่เวลากินกับสิ่งที่กินก็พอเห็นภาพแล้ว ที่ผมชอบคือวิธีที่บทความนี้เสนอก็คิดแบบเดียวกัน เมื่อเวลารอเป็นส่วนใหญ่ จึงจดแค่เวลาที่งานเข้าและออกจากแต่ละคน ไม่ต้องจดทุกนาทีที่ทำ เวลารอของแต่ละขั้นคำนวณได้จากเวลาที่ขั้นถัดไปเริ่มทำ ลบด้วยเวลาที่ขั้นก่อนส่งออก

4 ขั้นเริ่มจดเวลาในทีม

ผมแนะนำให้เริ่มจากงานเส้นทางเดียวก่อน แล้วทำตาม 4 ขั้นในตารางด้านล่าง แต่ละขั้นบอกว่าใครทำ ข้อมูลที่ต้องได้ และทำอย่างไรเมื่อข้อมูลไม่ครบ

ขั้นทำอะไรใครทำข้อมูลที่ต้องได้ถ้าข้อมูลไม่ครบ
เลือกงาน 1 ประเภทเลือกงานที่ลูกค้าบ่นบ่อย และเดินเส้นทางเดียวหัวหน้าทีมเส้นทางว่างานผ่านใครบ้างตามลำดับถ้างานแยกหลายเส้นทาง เลือกเส้นที่พบบ่อยที่สุดก่อน
กำหนดจุดจดเวลาตกลงว่าจะจดเวลาที่งานเข้าและออกจากแต่ละคนหัวหน้าทีมกับคนในเส้นทางแบบฟอร์มสั้น ๆ ที่มีเวลารับงานและเวลาส่งต่อถ้าจุดไหนจดไม่ได้ ให้ระบุว่าใครควรจด
ให้คนรับตอบรับครบหรือส่งคืนคนรับจดเวลาเริ่ม และตอบว่ารับครบ หรือส่งคืนพร้อมเหตุคนรับงานแต่ละขั้นเวลาเริ่มของขั้นถัดไป และเหตุที่ส่งคืนส่งคืนพร้อมเหตุ แทนการเก็บงานไว้เงียบ ๆ
ทบทวนผลทุกสัปดาห์ดูว่าเวลารอส่วนใหญ่อยู่ก่อนขั้นไหน และเหตุส่งคืนที่พบบ่อยหัวหน้าทีมกับทีมเวลารอแยกตามขั้น และจำนวนงานที่ถูกส่งคืนถ้าข้อมูลขาด ให้ปรับแบบฟอร์มแทนการเดา

กติกาที่ผมว่าต้องตกลงกันตั้งแต่ต้นคือ งานปิดได้เมื่อมีหลักฐานจากขั้นสุดท้าย ไม่ใช่เมื่อขั้นของตัวเองเสร็จ ให้ทดลอง 2 สัปดาห์ก่อน แล้วดูว่าเวลารอส่วนใหญ่อยู่ที่ขั้นไหน

ตัวอย่างสมมติ: สำนักงานบัญชีทดลองจดเวลากับงานปิดบัญชี 12 ราย

ตัวอย่างสมมติ

สมมติว่าสำนักงานบัญชีที่รับทำบัญชีรายเดือนให้ลูกค้าธุรกิจแห่งหนึ่ง ทดลองจดเวลากับงานปิดบัญชีรายเดือน 12 ราย เป็นเวลา 2 สัปดาห์ เส้นทางงานคือ รับเอกสาร บันทึกบัญชี ตรวจ และส่งลูกค้า

ในงาน 12 ราย มี 5 รายที่ถูกส่งคืนเพราะเอกสารไม่ครบ และเวลารอเฉลี่ยก่อนขั้นตรวจคือ 2 วัน ขั้นอื่นไม่เกินครึ่งวัน

ผ่านขั้นรับเอกสารในรอบแรก 12 − 5 = 7 ราย

ขั้นที่รอนานที่สุดคือก่อนขั้นตรวจ

ส่งคืน 5 รายพร้อมเหตุ ทำให้รู้ว่าเอกสารขาดอะไรบ่อย

หลังทดลอง 2 สัปดาห์ สำนักงานรู้ว่าต้องดู 2 จุดก่อน คือเอกสารที่ลูกค้าส่งไม่ครบ และคิวก่อนขั้นตรวจ

ใช้ผลจดเวลาอย่างไรไม่ให้ทีมรู้สึกว่าถูกจับผิด

ในงานที่ทำเป็นชุดแล้วส่งไปรอคิวของขั้นถัดไป งานถูกลงมือทำจริงเพียงส่วนน้อยของเวลารวม ที่เหลือคือเวลารอ34 ผลจดเวลาจึงบอกเรื่องงานที่รอเป็นหลัก ไม่ได้บอกว่าใครทำงานช้า

บอกทีมตั้งแต่แรกว่าจดเพื่อหาว่างานรอที่ไหน ไม่ได้ใช้ประเมินคน แล้วเปิดผลให้ทุกคนเห็นพร้อมกันในวันทบทวน เหมือนบันทึกอาหารที่จดไว้เพื่อหาทางปรับ ไม่ได้จดไว้ให้ใครมาตำหนิครับ

ในมุมผม จุดที่ชี้ขาดว่าทีมจะร่วมมือหรือไม่คือตอนเจอขั้นที่รอนาน ให้ถามเหตุที่รอก่อน เช่น เอกสารไม่ครบหรือคิวยาว แล้วค่อยคุยว่าจะแก้อย่างไร โดยยังไม่พูดถึงตัวคนในขั้นนั้น แล้วงานประเภทไหนของทีมคุณที่ควรเริ่มจดเป็นอย่างแรก?

ลองทำได้ทันที

  • เลือกงาน 1 ประเภทที่ลูกค้าบ่นบ่อยที่สุด แล้วเขียนเส้นทางว่าผ่านใครบ้าง
  • ทำแบบฟอร์มสั้น ๆ ให้แต่ละคนจดแค่เวลารับงานและเวลาส่งต่อ
  • ตกลงกับทีมว่าถ้าข้อมูลไม่ครบ ให้ส่งคืนพร้อมเหตุ แทนการเก็บงานไว้เงียบ ๆ
อ่านต่อในชุดความรับผิดชอบในงาน · ขั้นที่ 2 หาต้นเหตุร้านยาบริการช้า ถาม 4 คำถามนี้ก่อนสั่งให้ทีมเร่ง

อยากเห็นสัญญาณแบบนี้จากข้อมูลของคุณเอง

14 วัน ทีม CUBE ช่วยอ่านข้อมูลจริงของคุณ และสรุปว่าควรแก้ที่จุดไหนก่อน

เริ่ม 14-Day Sprint

บทความที่เกี่ยวข้อง

งานและการตัดสินใจความรับผิดชอบในงาน

คอขวดอยู่ขั้นไหน? ไล่เวลาเข้าออกของงานหนึ่งชิ้นทีละขั้น

งานช้าไม่ได้แปลว่าทุกขั้นช้า ไล่เวลาเข้าออกของงานชิ้นเดียวทีละขั้น จะเห็นว่างานไปนอนรอที่ไหนนานที่สุด ก่อนจะไปโทษใคร

งานและการตัดสินใจความรับผิดชอบในงาน

ส่งต่องานแล้วงานนิ่ง เพราะคิวยาวหรือข้อมูลไม่ครบ?

ส่งงานไปแล้วเงียบ อาจไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายช้า ดูวิธีแยกว่างานนิ่งเพราะรอคิว เพราะข้อมูลไม่ครบ หรือเพราะรอคนตัดสินใจ ก่อนเลือกทางแก้

งานและการตัดสินใจความรับผิดชอบในงาน

ไล่ถามงานทุกวัน: เช็กลิสต์ 5 ข้อแยกงานรอคิวกับงานที่ทำอยู่

หัวหน้าหลายคนเสียเวลาทั้งเช้าไปกับการถามว่างานถึงไหน เช็กลิสต์นี้ช่วยแยกงานที่มีคนทำอยู่ออกจากงานที่แค่รอคิว และรู้ว่าต้องถามใคร