A map of your business
Knows how customers, products, stock, collections and cash connect, and who owns each one.

One loop where every team and the AI work together: sense, think, decide, act and learn.

First put to work at 2B Simple
AI makes work faster. What no one can copy is the link between situations, decisions and outcomes across your organization, and that only builds up over time.
Knows how customers, products, stock, collections and cash connect, and who owns each one.
When a signal appears, CUBIC walks back along real connections, even when the cause sits in another team.
Records what was seen, which option was chosen and what really happened, so the next decision is better.
ลองนึกถึงแอปติดตามพัสดุที่เราใช้กันแทบทุกวันดูครับ เราเห็นเลยว่าพัสดุอยู่ไหน ใครถืออยู่ ส่งต่อถึงใครเมื่อไร แล้วรายงานสถานะงานในบริษัทบอกได้ขนาดนั้นไหม? ในมุมผม รายงานส่วนใหญ่ตอบได้แค่ว่ามีงานอะไรเปิดอยู่ งานไหนปิดแล้ว และแต่ละงานเปิดมาตั้งแต่เมื่อไร เพราะระบบเก็บแค่เวลาเริ่มกับเวลาเสร็จ งานที่ยังไม่มีเวลาเสร็จก็เลยขึ้นสถานะเดียวกันหมดว่ากำลังดำเนินการ หรือที่หลายระบบเขียนว่า In Progress
ปัญหาคือ เวลารวม (Lead Time) หมายถึงเวลาตั้งแต่รับงานจนงานเสร็จ ซึ่งนับเวลาที่งานรอคิวอยู่ด้วย1 ในงานที่ทำเป็นชุดแล้วส่งไปรอคิวของขั้นถัดไป งานถูกลงมือทำจริงแค่ส่วนน้อยของเวลารวม12 ที่เหลือคือ เวลารอ คือเวลาที่งานไม่มีใครทำ เพราะรอคน รอรอบ รอข้อมูล หรือรอคนตัดสินใจ ตรงนี้ที่ผมว่าน่าสนใจ เพราะแปลว่าเวลาส่วนใหญ่ของงานหายไปตอนที่ไม่มีใครแตะมันเลย
รายงานที่มีแค่เวลาเริ่มกับเวลาเสร็จเลยเห็นเวลารวมเป็นก้อนเดียว แยกไม่ออกว่าส่วนไหนมีคนทำอยู่ ส่วนไหนเป็นเวลารอ ก็เหมือนแอปพัสดุที่ขึ้นว่า “กำลังจัดส่ง” ตั้งแต่วันแรกจนของถึงมือ เราจะไม่รู้เลยว่าพัสดุกำลังวิ่งอยู่บนรถ หรือกองอยู่เฉยๆ ที่โกดัง งานที่มีคนกำลังทำกับงานที่ยังไม่มีใครเริ่ม ก็เลยหน้าตาเหมือนกันในรายงาน
อีกข้อจำกัดที่คนมักมองข้ามคือรายงานมักตัดยอดเป็นรอบ อะไรที่เกิดหลังตัดยอดจะยังไม่โผล่จนกว่าจะถึงรอบถัดไป ผมจึงมองว่ารายงานคือภาพถ่าย ณ เวลาตัดยอด มากกว่าจะเป็นภาพสดตอนที่เราเปิดอ่าน
วิธีที่บทความนี้เสนอคือจดเวลาของงานชิ้นเดียวกันทีละขั้น แทนการตัดสินจากเวลาเริ่มกับเวลาเสร็จอย่างเดียว ซึ่งก็คือสิ่งที่แอปพัสดุทำมาตลอด และข้อมูลที่ต้องเพิ่มในรายงานก็มีแค่ 3 อย่างครับ
เวลาส่งต่อ คือเวลาที่ขั้นก่อนหน้าส่งงานออกไปให้คนถัดไป ข้อนี้ทำให้รู้ว่าตอนนี้งานอยู่กับใคร เหมือนบรรทัด “ส่งต่อไปศูนย์ถัดไป” ในแอปพัสดุ
เวลาที่คนรับเริ่มทำ คือเวลาที่คนรับลงมือทำงานชิ้นนั้นจริง ซึ่งมักมาทีหลังเวลาที่งานไปถึงมือ
เหตุที่รอ คือสิ่งที่งานรออยู่ระหว่างสองเวลานั้น เช่น รอคน รอข้อมูล หรือรอคนตัดสินใจ
พอมีสองเวลาแรก เวลารอของแต่ละขั้นก็คำนวณได้ทันที คือเวลาที่ขั้นถัดไปเริ่มทำ ลบด้วยเวลาที่ขั้นก่อนส่งออก ส่วนเหตุที่รอเป็นข้อที่ผมชอบที่สุด เพราะมันบอกตรงๆ ว่าต้องไปแก้ที่ไหน
ลองใช้ตารางเส้นเวลาด้านล่างไล่ทีละเหตุการณ์ของงานที่ค้างอยู่ ว่าเกิดเมื่อไร ถูกบันทึกเมื่อไร และผู้จัดการเห็นเมื่อไร
| เหตุการณ์ | เวลาที่เกิด | เวลาที่บันทึก | เวลาที่ผู้จัดการเห็น | ช้าไปเท่าไร |
|---|---|---|---|---|
| วิธีกรอก | เวลาที่เหตุการณ์เกิดขึ้นจริง | เวลาที่มีคนลงข้อมูลในรายงานหรือระบบ | เวลาที่ผู้จัดการเปิดเจอข้อมูลนั้น | เวลาที่ผู้จัดการเห็น ลบด้วยเวลาที่เกิด |
| รับงานเข้า | ||||
| ส่งต่อให้คนรับ | ||||
| คนรับเริ่มทำ | ||||
| งานเสร็จ |
ถ้าแถว “ส่งต่อให้คนรับ” หรือแถว “คนรับเริ่มทำ” ไม่มีเวลาที่บันทึกเลย ในมุมผมแปลว่ารายงานไม่มีข้อมูลพอจะบอกได้ว่างานค้างอยู่ที่ใคร ต่อให้ผู้จัดการเปิดดูทุกวันก็บอกไม่ได้ครับ
สมมติว่าบริษัทรับซ่อมเครื่องปรับอากาศแห่งหนึ่งมีทีมประสานงานส่วนกลาง และมีรายงานสถานะที่ตัดยอดวันจันทร์ 16:00 แสดงงานซ่อม 6 งานว่ากำลังดำเนินการ หลังตัดยอดมีงานใหม่เข้ามาอีก 3 งาน
ระบบเก็บแค่เวลาเปิดงานกับเวลาปิดงาน ช่างรับงานต่อเมื่อไรไม่มีใครบันทึก แล้วผู้จัดการก็เปิดรายงานตอนเช้าวันอังคาร 09:00
งานที่ค้างอยู่จริงตอนเช้าวันอังคาร 6 + 3 = 9 งาน แต่รายงานแสดง 6 งาน
งาน 3 งานที่เข้ามาหลังตัดยอดจะยังไม่อยู่ในรายงานจนกว่าจะตัดยอดรอบถัดไป ผู้จัดการที่เปิดรายงานเช้าวันอังคารจึงยังมองไม่เห็น ส่วน 6 งานที่เห็น ก็ตอบไม่ได้ว่างานไหนช่างรับแล้ว งานไหนยังรอคิว เพราะไม่มีเวลาส่งต่อ ผมว่าจุดนี้แหละที่หนักที่สุด
ปัญหาจึงไม่ใช่ความถี่ของรายงาน แต่อยู่ที่รายงานไม่มีเวลาส่งต่อและเหตุที่รอ จึงแยกงานที่กำลังทำออกจากงานที่รอไม่ได้ ถ้าผู้จัดการเปิดรายงานฉบับนี้ซ้ำก่อนตัดยอดรอบถัดไป ก็จะเห็น 6 งานเท่าเดิม เหมือนกดรีเฟรชแอปพัสดุที่ขึ้นแค่ “กำลังจัดส่ง” ซ้ำไปเรื่อยๆ
งานค้างในมือ (Work in Process: WIP) คืองานที่รับเข้ามาแล้วแต่ยังไม่เสร็จ ทั้งที่กำลังทำและที่รออยู่ ที่ผมชอบตัวเลขนี้คือมันนับได้ทันทีโดยไม่ต้องรอรายงาน แค่นับงานที่เปิดอยู่ทั้งหมดในตอนนั้น
เวลารวมเฉลี่ยของงานสัมพันธ์กับ WIP และจำนวนงานที่ปิดได้ต่อช่วงเวลา คือเวลารวมเฉลี่ยเท่ากับงานค้างในมือ หารด้วยงานที่ปิดได้ต่อวัน3 ถ้าทีมปิดงานได้ต่อวันเท่าเดิม แต่ WIP เพิ่มขึ้น Lead Time เฉลี่ยของงานก็จะยาวขึ้นตาม
ถ้างานเข้าเร็วกว่างานที่ปิดได้ WIP จะเพิ่มต่อเนื่อง3 ในมุมผม นี่คือเหตุผลที่ตัวเลขนี้เตือนได้ก่อนรายงาน เพราะรายงานที่ดูจากเวลาเสร็จจะบอกว่างานช้าก็ต่อเมื่องานนั้นเสร็จไปแล้ว ส่วน WIP ขยับขึ้นตั้งแต่วันที่งานเข้ามากกว่างานที่ปิดได้
กลับมาที่ตัวอย่างสมมติ ถ้าผู้จัดการนับงานที่เปิดอยู่จริงตอนเช้าวันอังคาร จะได้ 9 งาน มากกว่า 6 งานตามรายงาน แต่ตัวเลขนี้ก็บอกได้แค่ว่างานกำลังสะสม ยังไม่บอกว่างานค้างอยู่ที่ใครและรออะไร คำตอบส่วนนั้นต้องมาจากเวลาส่งต่อ เวลาที่คนรับเริ่มทำ และเหตุที่รอ ซึ่งก็คือสิ่งที่ทำให้แอปพัสดุบอกเราได้เสมอว่าของอยู่ที่ไหน แล้วรายงานของทีมคุณล่ะ วันนี้บอกได้หรือยัง?
ตรวจตัวเลขโดย Tadswan C. · 20 Oct 2026
The 14-Day Sprint takes one real problem of yours from signal to solved.
ลูกค้าบ่นว่ารอนาน แต่ทีมบอกว่าทำแป๊บเดียว ทั้งคู่อาจพูดจริง ดูวิธีจดเวลาของงานชิ้นเดียวให้เห็นว่าเวลาหายไปตรงไหน
ตอบแชตได้ครบทุกเรื่อง แต่โจทย์สำคัญยังค้างอยู่ที่เดิม ลองแปลงกฎ 4 ข้อของ Deep Work เป็นช่วงคิดที่ทีมยังทำงานต่อได้
งานที่รอนานไม่ได้เสียแค่เวลา แต่ก็ไม่ได้เสียทั้งยอดบิล ดูวิธีแยกต้นทุนแฝง 4 แบบ เพื่อไม่ให้ตัวเลขความเสียหายเกินจริงหรือต่ำไป