A map of your business
Knows how customers, products, stock, collections and cash connect, and who owns each one.

One loop where every team and the AI work together: sense, think, decide, act and learn.

First put to work at 2B Simple
AI makes work faster. What no one can copy is the link between situations, decisions and outcomes across your organization, and that only builds up over time.
Knows how customers, products, stock, collections and cash connect, and who owns each one.
When a signal appears, CUBIC walks back along real connections, even when the cause sits in another team.
Records what was seen, which option was chosen and what really happened, so the next decision is better.
ลองนึกถึงคนที่ลดน้ำหนักดูครับ ถ้าวันแรกชั่งตอนเช้าที่บ้าน แต่วันหลังไปชั่งตอนเย็นที่ฟิตเนส ตัวเลขที่ได้ก็เทียบกันไม่ได้ งานก็เหมือนกัน ก่อนจดตัวเลขใด ๆ ให้ตั้งขอบเขตก่อนว่าจะวัดงานชิ้นไหน และนับตั้งแต่วันไหนถึงวันไหน ถ้าไม่ตั้งขอบเขต ตัวเลขก่อนแก้กับหลังแก้จะมาจากงานคนละชุด และเทียบกันไม่ได้
วิธีที่บทความนี้เสนอ และผมว่าตรงไปตรงมาที่สุด คือจดเวลาของงานชิ้นเดียวกันทีละขั้น ทั้งเวลารับงาน เวลาที่มีคนลงมือทำ เวลาส่งต่อ และเหตุที่รอ แทนการดูแค่เวลาเริ่มกับเวลาเสร็จ เพราะสองเวลานั้นบอกไม่ได้ว่าเวลาหายไปตรงไหน
เวลาลงมือทำ คือเวลาที่มีคนทำงานชิ้นนั้นอยู่จริง เช่น จัดของ ตรวจ กรอกข้อมูล ส่วน เวลารอ คือเวลาที่งานไม่มีใครทำ เพราะรอคน รอรอบ รอข้อมูล หรือรอคนตัดสินใจ เวลารอของแต่ละขั้นคำนวณได้จากเวลาที่ขั้นถัดไปเริ่มทำ ลบด้วยเวลาที่ขั้นก่อนส่งออก
ตารางด้านล่างมี 5 ช่องหลักต่องานหนึ่งชิ้น คือ เวลาลงมือทำ เวลารอ เงินที่จ่ายเพิ่ม ยอดเงินที่ได้ช้าลง และสิ่งที่ยังเป็นประมาณการ ทุกช่องต้องเขียนแหล่งที่มากำกับ ที่ผมชอบคือช่องแหล่งที่มานี่แหละ เพราะทำให้ทุกตัวเลขตรวจย้อนได้
| งานที่วัด | ช่วงวันที่ | เวลาลงมือทำ | เวลารอ | เงินที่จ่ายเพิ่ม | ยอดเงินที่ได้ช้าลง | สิ่งที่ยังเป็นประมาณการ | แหล่งที่มา |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| วิธีกรอก | ช่วงที่ตกลงไว้ก่อนวัด | รวมทุกช่วงที่มีคนทำ เป็นนาที | เวลาที่ไม่มีใครทำ พร้อมเหตุที่รอ | เงินที่จ่ายออกไปเพราะงานล่าช้า | ยอดที่ได้รับช้าลง และช้าไปกี่วัน | สิ่งที่อาจเกิด ยังไม่มีตัวเลขยืนยัน | ใบเสร็จ รายการเดินบัญชี บันทึกเวลา |
| งาน … |
จุดที่ต้องระวังที่สุดคือ ช่องที่บวกเป็นค่าใช้จ่ายได้มีแค่เงินที่จ่ายเพิ่ม เพราะเป็นเงินที่ออกไปแล้วจริง เวลาลงมือทำและเวลารอเป็นนาที ยอดที่ได้ช้าลงเป็นเงินที่เลื่อนไป ไม่ได้หาย และสิ่งที่เป็นประมาณการยังไม่เกิด ทั้งหมดนี้ให้แสดงแยกไว้ ไม่บวกรวมเป็นตัวเลขเดียว
เวลารวม (Lead Time) คือเวลาตั้งแต่รับงานจนงานเสร็จ รวมทั้งเวลาลงมือทำและเวลารอ ถ้าอยากเห็นภาพรวม ให้คิด สัดส่วนเวลาลงมือทำ (Flow Efficiency) คือเวลาลงมือทำ ÷ เวลารวม × 100 แหล่งที่ใช้ระบุว่าทีมที่ไม่เคยวัดเรื่องนี้มักอยู่ราว 15%12 ตัวเลขนี้เป็นค่าที่แหล่งพบ ไม่ใช่มาตรฐานของทุกธุรกิจ
สมมติว่าผู้ค้าส่งบรรจุภัณฑ์อาหารรายหนึ่งวัดออเดอร์ 2 ใบ ออเดอร์ A ลงมือแพ็ก 20 นาที แต่รอฝ่ายคลังยืนยันสต็อก 2 วัน ส่วนออเดอร์ B ลงมือ 40 นาที และส่งต่อได้ทันที
ออเดอร์ A ต้องจ่ายค่าส่งด่วน 1,250 บาท เพื่อให้ทันวันที่ลูกค้านัด บิลของออเดอร์ A 86,400 บาท วางบิลช้าไป 2 วัน และทีมคิดจะลดเวลาแพ็กจาก 20 เหลือ 10 นาที
เวลาที่ลดได้ถ้าแพ็กเร็วขึ้น 20 − 10 = 10 นาที
เวลารอ 2 วันยังอยู่ เพราะเหตุรอคือการยืนยันสต็อก ไม่ใช่การแพ็ก
เงินที่จ่ายเพิ่ม 1,250 บาท นับเป็นค่าใช้จ่ายได้
ยอด 86,400 บาท แสดงแยกว่าได้ช้าลง 2 วัน ไม่นับเป็นเงินที่เสีย
ถ้าจะเลิกจ่ายค่าส่งด่วน ต้องแก้การรอยืนยันสต็อก การแพ็กเร็วขึ้นช่วยได้แค่ 10 นาที
พอแก้แล้ว ให้วัดซ้ำด้วยขอบเขตเดิม คืองานชนิดเดิมและช่วงวันยาวเท่าเดิม แล้วเทียบทีละช่อง ไม่เทียบตัวเลขรวม เหมือนชั่งน้ำหนักด้วยเครื่องเดิม เวลาเดิม แล้วดูทั้งน้ำหนักและรอบเอวแยกกันครับ
ในตัวอย่างสมมติ ถ้าแก้การรอยืนยันสต็อก ช่องที่ควรเปลี่ยนคือเวลารอกับเงินที่จ่ายเพิ่ม ถ้าแก้แค่การแพ็ก ช่องที่เปลี่ยนจะมีแค่เวลาลงมือทำ
ในมุมผม ช่องที่ไม่ขยับคือข้อมูลที่มีค่าที่สุด เพราะถ้าช่องไหนไม่ขยับหลังแก้ แปลว่ายังไม่ได้แก้ที่เหตุของช่องนั้น ให้กลับไปดูเหตุที่รอที่จดไว้ในตาราง แล้วงานที่ทีมคุณกำลังจะแก้เดือนนี้ ตั้งขอบเขตก่อนวัดไว้หรือยัง?
ตรวจตัวเลขโดย Tadswan C. · 20 Oct 2026
The 14-Day Sprint takes one real problem of yours from signal to solved.
งานที่รอนานไม่ได้เสียแค่เวลา แต่ก็ไม่ได้เสียทั้งยอดบิล ดูวิธีแยกต้นทุนแฝง 4 แบบ เพื่อไม่ให้ตัวเลขความเสียหายเกินจริงหรือต่ำไป
จ้างคนเพิ่มแล้วลูกค้ายังรอเท่าเดิม เพราะคนใหม่ช่วยได้แค่ขั้นที่ลงมือทำ ดูกลไกว่าเมื่อไรเพิ่มคนแล้วเร็วขึ้นจริง และเมื่อไรเป็นแค่ต้นทุนเพิ่ม
ตอบแชตได้ครบทุกเรื่อง แต่โจทย์สำคัญยังค้างอยู่ที่เดิม ลองแปลงกฎ 4 ข้อของ Deep Work เป็นช่วงคิดที่ทีมยังทำงานต่อได้