แผนที่ของธุรกิจ
รู้ว่าลูกค้า สินค้า สต็อก การเก็บเงิน และเงินสดเชื่อมกันอย่างไร และใครเป็นเจ้าของแต่ละเรื่อง

หนึ่งวงจรที่ทุกฝ่ายและ AI ทำงานร่วมกัน เห็น เข้าใจ ตัดสินใจ ลงมือ และเรียนรู้

ใช้งานจริงครั้งแรกที่ 2B Simple
AI ช่วยให้ทำงานเร็วขึ้น แต่สิ่งที่ลอกกันไม่ได้คือความสัมพันธ์ระหว่างสถานการณ์ การตัดสินใจ และผลลัพธ์ของทั้งองค์กร ที่สะสมได้ด้วยเวลาเท่านั้น
รู้ว่าลูกค้า สินค้า สต็อก การเก็บเงิน และเงินสดเชื่อมกันอย่างไร และใครเป็นเจ้าของแต่ละเรื่อง
เมื่อสัญญาณหนึ่งปรากฏ CUBIC เดินย้อนตามเส้นเชื่อมด้วยข้อมูลจริง แม้ต้นตอจะอยู่คนละฝ่ายกับที่ปัญหาปรากฏ
บันทึกว่าครั้งก่อนเห็นอะไร เลือกทางไหน และได้ผลจริงอย่างไร ให้การตัดสินใจครั้งต่อไปดีขึ้น
ลองนึกถึงถังน้ำที่บ้านตอนน้ำใกล้หมดดูครับ เราจะเปิดน้ำเข้าให้แรงขึ้น หรือปิดก๊อกที่ใช้อยู่ให้น้ำออกช้าลงก็ได้ ทั้งสองทางแก้ปัญหาเดียวกัน คือเงินไม่พอในวันที่ต้องจ่าย เร่งเก็บเงินทำให้เงินเข้าเร็วขึ้น ส่วนเลื่อนจ่ายทำให้เงินออกช้าลง
ฝั่งลูกค้า การให้เครดิตนานขึ้นอาจเพิ่มยอดขาย แต่เงินสดของกิจการจะลดลงเพราะรอรับนานขึ้น และอาจต้องพึ่งเงินเบิกเกินบัญชีซึ่งมีดอกเบี้ย1 การเร่งเก็บจึงดึงเงินที่ถูกผูกอยู่กับลูกค้ากลับมา แต่ที่ผมอยากย้ำคือได้ผลเมื่อลูกค้าจ่ายได้เร็วขึ้นจริงเท่านั้น
ฝั่งผู้ขาย การยืดเวลาจ่ายผู้ขายช่วยเงินสด แต่มีต้นทุน เช่น เสียส่วนลดเงินสด เสียชื่อเสียง และผู้ขายอาจเปลี่ยนเป็นเก็บเงินสดเมื่อส่งของ1 ในมุมผม การเลื่อนจ่ายจึงไม่ฟรี มีต้นทุนที่ต้องนับด้วยครับ
เกณฑ์แรกต้องรู้ เงินสดที่ใช้ได้ทันที คือเงินในบัญชีและในมือที่จ่ายได้ทันทีวันนี้ และ รายจ่ายที่ถึงกำหนด คือรายจ่ายที่ต้องจ่ายภายในช่วงที่ตรวจ ส่วนต่างของสองตัวนี้คือยอดที่ต้องหามาให้ทันวันจ่าย จากนั้นเทียบสองทางเลือกด้วย 3 เกณฑ์
| เกณฑ์ | เร่งเก็บเงิน | เลื่อนจ่าย | ข้อมูลที่ต้องมี |
|---|---|---|---|
| เงินเข้าทันวันจ่าย | ผ่านเมื่อเงินจากลูกค้าเข้าก่อนวันที่ต้องจ่าย | ผ่านเมื่อวันจ่ายใหม่มาหลังวันที่มีเงินพอจ่าย | วันที่ลูกค้าจ่ายได้ และวันครบกำหนดของรายจ่าย |
| การยืนยันของคู่ค้า | ผ่านเมื่อลูกค้ายืนยันวันจ่ายแล้ว | ผ่านเมื่อผู้ขายตกลงเลื่อนแล้ว | คำยืนยันจากลูกค้าหรือผู้ขายที่เป็นข้อความหรือเอกสาร |
| ต้นทุนของการเลื่อนจ่าย | ไม่มีต้นทุนข้อนี้ | ผ่านเมื่อไม่มีค่าเพิ่ม ไม่เสียส่วนลดเงินสด และผู้ขายไม่เปลี่ยนเงื่อนไข | เงื่อนไขส่วนลดและค่าปรับในข้อตกลงกับผู้ขาย |
สรุปสั้นๆ คือ เร่งเก็บเหมาะเมื่อเงินเข้าทันและลูกค้ายืนยันแล้ว เลื่อนจ่ายเหมาะเมื่อผู้ขายตกลงโดยไม่มีค่าเพิ่ม ถ้าไม่ผ่านทั้งสองทาง ต้องหาทางอื่นร่วมกับผู้มีอำนาจ
สมมติว่าผู้จำหน่ายอุปกรณ์สำนักงานรายหนึ่งมีเงินสดที่ใช้ได้ทันที 38,000 บาท และมีรายจ่ายที่ถึงกำหนดวันที่ 5 จำนวน 90,000 บาท
เงินที่ขาด 90,000 − 38,000 = 52,000 บาท
กรณี A ลูกหนี้ที่ค้าง 52,000 บาทยืนยันว่าจะจ่ายวันที่ 4 ถ้าส่งเอกสารวันนี้ เงินเข้าทันก่อนวันที่ 5 และลูกค้ายืนยันแล้ว จึงเลือกเร่งเก็บ
กรณี B ลูกหนี้จ่ายได้เร็วสุดวันที่ 8 ซึ่งไม่ทันวันที่ 5 แต่ผู้ขายยืนยันเลื่อน 52,000 บาทไปวันที่ 10 โดยไม่มีค่าเพิ่ม จึงเลือกเลื่อนจ่าย
ถ้าไม่มีทั้งการยืนยันจากลูกค้าและการตกลงเลื่อนจากผู้ขาย ต้องส่งเรื่องให้ผู้มีอำนาจ ตัวอย่างนี้จึงไม่มีทางเดียวที่ถูกทุกครั้ง ต้องเลือกตามความทันและการยืนยันของแต่ละกรณี
ถ้าลูกค้ายังไม่ยืนยันวันจ่าย และผู้ขายยังไม่ตกลงเลื่อน หรือตกลงแต่มีค่าเพิ่ม ผมแนะนำว่าอย่าเลือกทางใดทางหนึ่งเองโดยหวังว่าจะทัน ให้ส่งเรื่องให้ผู้มีอำนาจตัดสินในวันที่รู้ ไม่ต้องรอถึงวันจ่าย
แนบข้อมูลที่ผู้ตัดสินต้องใช้ไปพร้อมกัน ได้แก่ ยอดที่ขาด วันที่ต้องจ่าย วันที่ลูกค้าจ่ายได้เร็วที่สุด และเงื่อนไขที่ผู้ขายเสนอ ถ้ามี ผู้มีอำนาจจะได้หาทางอื่นจากข้อมูลชุดเดียวกัน เหมือนถังน้ำที่ทั้งน้ำเข้าและก๊อกน้ำออกปรับไม่ได้ ก็ต้องให้คนดูแลบ้านตัดสินใจ แล้วงวดจ่ายก้อนถัดไปของคุณ ควรเปิดน้ำเข้าหรือปิดก๊อก?
ตรวจตัวเลขโดย Tadswan C. · 20 ต.ค. 2569
14 วัน ทีม CUBE ช่วยอ่านข้อมูลจริงของคุณ และสรุปว่าควรแก้ที่จุดไหนก่อน
มีรายจ่ายใหม่มาขอเซ็นในช่วงที่เงินลูกค้ายังไม่เข้า ถาม 4 ข้อนี้ก่อน ถ้าตอบไม่ได้ข้อใด ให้ส่งเรื่องต่อก่อนเซ็น
ยอดขายโตไม่ได้แปลว่าเงินพอจ่าย ดูวิธีเทียบเงินที่จะมีกับรายจ่ายสองสัปดาห์ข้างหน้า ให้รู้ก่อนถึงวันที่เงินขาด
เปิดรายงานยอดขายทุกวันแต่ยังรู้ตัวช้าว่าเงินไม่พอ เพราะรายงานขาดข้อมูลหนึ่งอย่าง บทนี้ชี้ว่าคืออะไรและต้องเติมตรงไหน