แผนที่ของธุรกิจ
รู้ว่าลูกค้า สินค้า สต็อก การเก็บเงิน และเงินสดเชื่อมกันอย่างไร และใครเป็นเจ้าของแต่ละเรื่อง

หนึ่งวงจรที่ทุกฝ่ายและ AI ทำงานร่วมกัน เห็น เข้าใจ ตัดสินใจ ลงมือ และเรียนรู้

ใช้งานจริงครั้งแรกที่ 2B Simple
AI ช่วยให้ทำงานเร็วขึ้น แต่สิ่งที่ลอกกันไม่ได้คือความสัมพันธ์ระหว่างสถานการณ์ การตัดสินใจ และผลลัพธ์ของทั้งองค์กร ที่สะสมได้ด้วยเวลาเท่านั้น
รู้ว่าลูกค้า สินค้า สต็อก การเก็บเงิน และเงินสดเชื่อมกันอย่างไร และใครเป็นเจ้าของแต่ละเรื่อง
เมื่อสัญญาณหนึ่งปรากฏ CUBIC เดินย้อนตามเส้นเชื่อมด้วยข้อมูลจริง แม้ต้นตอจะอยู่คนละฝ่ายกับที่ปัญหาปรากฏ
บันทึกว่าครั้งก่อนเห็นอะไร เลือกทางไหน และได้ผลจริงอย่างไร ให้การตัดสินใจครั้งต่อไปดีขึ้น
ลองนึกถึงตอนวิ่งไปขึ้นรถไฟแล้วพลาดไปแค่นาทีเดียวดูครับ เราไม่ได้ช้าแค่นาทีเดียว แต่ต้องรอเที่ยวถัดไปทั้งรอบ เรื่องเงินก็เป็นแบบนั้น การเงินออกและวางบิลได้หลังเอกสารถึงการเงินแล้วเท่านั้น และเงินจะครบกำหนดหลังวางบิล เอกสารที่ถึงการเงินช้า จึงทำให้ทุกขั้นหลังจากนั้นเลื่อนตามไปด้วย
วันวางบิล คือวันที่ลูกค้ารับบิลครบ หลายกิจการใช้วันนี้เริ่มนับเครดิตเทอม ถ้าลูกค้ารับบิลเฉพาะวันที่กำหนด บิลที่พร้อมช้ากว่ารอบไปแม้วันเดียว ต้องรอรอบรับบิลถัดไป วันวางบิลจึงเลื่อนไปเท่ากับระยะห่างระหว่างสองรอบ และวันครบกำหนดรับเงินก็เลื่อนตามไปเท่ากัน ที่ผมว่าน่าคิดคือ ช้าแค่วันเดียวอาจกลายเป็นช้าทั้งรอบ เหมือนคนที่พลาดรถไฟ
วิธีที่ผมแนะนำคือหาออเดอร์สองรายการของลูกค้ารายเดียวกันที่ส่งมอบวันใกล้กัน รายการหนึ่งทันรอบวางบิล อีกรายการพลาดรอบ แล้วจดวันส่งมอบ วันเอกสารครบ วันการเงินรับเอกสาร และรอบรับบิลของลูกค้า
จากนั้นทดสอบทีละสมมติฐานด้วยตารางด้านล่าง ถ้าหลักฐานที่ต้องพบไม่ปรากฏ สมมติฐานนั้นถูกหักล้าง ตัวเลขในตารางมาจากกรณีสมมติในหัวข้อถัดไป
| สมมติฐาน | หลักฐานที่ต้องพบถ้าจริง | ออเดอร์ที่ทันรอบ | ออเดอร์ที่พลาดรอบ | ผล |
|---|---|---|---|---|
| ส่งมอบช้า | ออเดอร์ที่พลาดรอบส่งมอบช้ากว่าออเดอร์ที่ทันรอบ | A ส่งมอบวันที่ 1 | B ส่งมอบวันที่ 1 | ถูกหักล้าง ส่งมอบวันเดียวกัน |
| เอกสารถึงการเงินช้า | การเงินรับเอกสารของออเดอร์ที่พลาดรอบหลังรอบรับบิลของลูกค้า | A การเงินรับวันที่ 2 ก่อนรอบวันที่ 3 | B การเงินรับวันที่ 4 หลังรอบวันที่ 3 | จริง |
| การเงินออกบิลช้า | การเงินได้เอกสารครบก่อนรอบ แต่ไม่ยื่นบิลในรอบนั้น | A ยื่นบิลรอบวันที่ 3 ซึ่งเป็นรอบแรกที่ทำได้ | B ยื่นบิลรอบวันที่ 10 ซึ่งเป็นรอบแรกที่ทำได้ | ถูกหักล้าง |
ในมุมผม ข้อนี้คือจุดที่ช่วยแยกต้นเหตุได้ชัดที่สุด ถ้าออเดอร์ทั้งสองต่างกันตั้งแต่ก่อนเอกสารถึงการเงิน ต้นเหตุอยู่ที่การส่งเอกสารระหว่างทีม ไม่ใช่การเงินออกบิลช้า
สมมติว่าผู้ติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดรายหนึ่งมีลูกค้าที่รับบิลวันที่ 3 และวันที่ 10 และจ่ายเงิน 15 วันหลังรับบิลครบ
ออเดอร์ A และ B ส่งมอบวันที่ 1 พร้อมกัน เอกสารของ A ถึงการเงินวันที่ 2 ส่วนเอกสารของ B ทีมติดตั้งเก็บไว้จนถึงวันที่ 4 การเงินยื่นบิลในรอบแรกที่ทำได้ทั้งสองออเดอร์
A: การเงินรับวันที่ 2 วางบิลวันที่ 3 คาดรับเงินวันที่ 3 + 15 = 18
B: การเงินรับวันที่ 4 พลาดรอบวันที่ 3 วางบิลวันที่ 10 คาดรับเงินวันที่ 10 + 15 = 25
เงินของ B มาช้ากว่า 25 − 18 = 7 วัน
สมมติฐานว่าการเงินออกบิลช้าถูกหักล้าง เพราะการเงินยื่นบิลในรอบแรกที่ทำได้ทั้งสองออเดอร์ เงินของ B เลื่อน 7 วัน เพราะเอกสารจากทีมติดตั้งไปถึงการเงินหลังรอบวันที่ 3
สมมติฐานว่าเอกสารถึงการเงินช้า ถูกหักล้างเมื่อการเงินได้รับเอกสารของออเดอร์ที่พลาดรอบก่อนรอบรับบิลแล้ว แต่บิลยังไม่ได้ยื่นในรอบนั้น กรณีนี้ต้นเหตุอยู่หลังเอกสารถึงการเงิน ต้องไปดูที่ขั้นออกและยื่นบิล
ถ้าเอกสารของทั้งสองออเดอร์ถึงการเงินวันเดียวกัน และวางบิลรอบเดียวกัน แต่ได้เงินต่างวัน ความต่างเกิดหลังวางบิล ต้องดูว่าลูกค้าจ่ายตามวันครบกำหนดหรือไม่
ถ้ายังไม่รู้รอบรับบิลของลูกค้า การเทียบนี้ยังสรุปไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าออเดอร์ไหนทันรอบหรือพลาดรอบ ก็เหมือนไม่รู้ตารางรถไฟ แล้วจะบอกได้อย่างไรว่าใครพลาดเที่ยว ให้ถามลูกค้าก่อนว่ารับบิลวันไหนบ้างครับ แล้วลูกค้ารายใหญ่ของคุณ รับบิลรอบไหนบ้าง รู้หรือยัง?
ตรวจตัวเลขโดย Tadswan C. · 20 ต.ค. 2569
14 วัน ทีม CUBE ช่วยอ่านข้อมูลจริงของคุณ และสรุปว่าควรแก้ที่จุดไหนก่อน
ก่อนสรุปว่าลูกค้าจ่ายช้า ลองเรียงวันที่ของออเดอร์เดียวตั้งแต่ส่งของถึงได้เงิน อาจเจอว่าเวลาหายไปในบริษัทเราเอง
ก่อนโทรทวงลูกค้า ลองไล่ดูในบริษัทก่อนว่าบิลค้างอยู่ที่ใคร บางครั้งลูกค้ายังไม่ได้รับบิลด้วยซ้ำ
ยอดขายโตไม่ได้แปลว่าเงินพอจ่าย ดูวิธีเทียบเงินที่จะมีกับรายจ่ายสองสัปดาห์ข้างหน้า ให้รู้ก่อนถึงวันที่เงินขาด